“$1 ต่อล้าน token” แปลว่าอะไร: อ่านราคา AI ให้เป็น และคิดค่าใช้จ่ายของงานตัวเองได้ก่อนจ่ายจริง
28 ต.ค. 2569 · อ่าน 12 นาที
ราคา AI เขียนเป็นดอลลาร์ต่อล้าน token และแยกเป็น 2 ราคา คือราคาของข้อความที่ส่งเข้าไป กับราคาของคำตอบ ซึ่งต่างกันหลายเท่า บทความนี้อธิบายว่าตัวเลขเหล่านี้แปลว่าอะไร ให้สูตร 3 บรรทัดคิดค่าใช้จ่ายของงานแต่ละชิ้น และ 3 คำถามที่ควรถามเมื่อเห็นข่าวว่า AI ถูกลง

เห็นข่าวว่า AI รุ่นใหม่ "ถูกลงครึ่งหนึ่ง" แล้วคิดว่าค่าใช้จ่ายของเราจะลดลงครึ่งหนึ่งด้วยใช่ไหม
ไม่เสมอไป ในตัวอย่างที่เราคำนวณให้ดูในบทความนี้ ข่าวเดียวกันทำให้งานหนึ่งจ่ายน้อยลงเกือบครึ่ง แต่อีกงานจ่ายเกือบเท่าเดิม
เหตุผลอยู่ที่วิธีเขียนราคาของ AI ซึ่งมีหน่วยเป็น ดอลลาร์ต่อล้าน token และแยกเป็น 2 ราคา บทความนี้จะพาอ่านตัวเลขเหล่านี้ให้เข้าใจ แล้วใช้สูตร 3 บรรทัดคิดค่าใช้จ่ายของงานตัวเอง
ราคา ณ 28 ต.ค. 2569 จากหน้าราคาของ Anthropic ซึ่งเป็นผู้ผลิต Claude ราคา AI เปลี่ยนบ่อย ก่อนนำตัวเลขไปใช้จริง ให้เปิดหน้านั้นเช็กอีกครั้ง
“$1 ต่อล้าน token” แปลว่าอะไร
token คือชิ้นส่วนของข้อความที่ AI ใช้นับ ไม่ได้นับเป็นคำหรือเป็นตัวอักษร ทั้งข้อความที่เราส่งเข้าไปและคำตอบที่ AI เขียน ถูกนับเป็นจำนวน token ทั้งหมด
ในตารางราคา จะเห็นหน่วย MTok ซึ่งหน้าราคาของ Anthropic อธิบายไว้ว่า "MTok คือล้าน token ราคา $5 ต่อ MTok คือจ่าย $5 ทุกๆ ล้าน token"
ที่ต้องเขียนเป็นราคาต่อล้าน เพราะ token เดียวมีราคาน้อยมาก ราคา $1 ต่อล้าน token เท่ากับ token ละ $0.000001 ตัวเลขแบบนี้อ่านยาก จึงเขียนเป็นราคาต่อล้านแทน
ให้นึกถึงป้ายที่ตลาดที่เขียนว่า "กิโลละ 200 บาท" เราไม่ได้ซื้อทีละกิโลทุกครั้ง ซื้อ 1 ขีดก็จ่าย 20 บาท ราคาต่อล้าน token ก็เหมือนกัน ถ้าใช้ไป 1,000 token ที่ราคา $1 ต่อล้าน token ก็จ่าย $0.001 เราจ่ายตามจำนวนที่ใช้จริง
ราคามี 2 ฝั่ง: สิ่งที่ส่งเข้าไป กับคำตอบที่ได้กลับมา
ในตารางราคาของ Anthropic ราคา input และราคา output อยู่คนละช่อง
input คือทุกอย่างที่ส่งเข้าไปให้ AI อ่านในรอบนั้น ไม่ใช่แค่ประโยคที่เราเพิ่งพิมพ์ เอกสารของ Anthropic สำหรับการใช้ผ่าน API ระบุว่าสิ่งที่นับรวมมีดังนี้
- คำสั่งหรือคำถามของเรา
- ไฟล์ ภาพ และเอกสารที่แนบ
- คำสั่งตั้งต้นที่ระบบตั้งไว้ก่อนเริ่มคุย (system prompt)
- บทสนทนาก่อนหน้าทั้งหมดในแชตนั้น ทุกครั้งที่ส่งข้อความใหม่ บทสนทนาเก่าถูกส่งเข้าไปเป็น input ด้วย
output คือคำตอบที่ AI เขียนกลับมา ถ้าเปิดโหมดให้ AI คิดก่อนตอบ ส่วนที่ AI ใช้คิดก็คิดเงินเป็น output ด้วย
เรื่องที่ต้องรู้คือ คำตอบของรอบนี้จะกลายเป็น input ของรอบถัดไป เอกสารของ Anthropic อธิบายว่าเมื่อใช้ผ่าน API ในแต่ละรอบ input ประกอบด้วยบทสนทนาก่อนหน้าทั้งหมดและข้อความใหม่ คำตอบยาวๆ จึงถูกคิดเงินครั้งแรกเป็น output แล้วถูกคิดซ้ำเป็น input ในทุกรอบที่คุยต่อในแชตเดิม
ทำไมต้องดูราคา input กับ output แยกกัน
เหตุผลที่ 1: output แพงกว่า input หลายเท่า
ตารางนี้คือราคาของ Claude 3 รุ่น จากหน้าราคาของ Anthropic (ราคา ณ 28 ต.ค. 2569)
| รุ่น | ราคา input ต่อล้าน token | ราคา output ต่อล้าน token |
|---|---|---|
| Claude Opus 5.5 | $4 | $20 |
| Claude Sonnet 5.5 | $2 | $10 |
| Claude Haiku 5.5 (ข้อความที่ส่งเข้าไปไม่เกิน 100,000 token) | $0.10 | $0.50 |
| Claude Haiku 5.5 (ข้อความที่ส่งเข้าไปเกิน 100,000 token) | $0.50 | $2.50 |
ทั้ง 3 รุ่นในตารางนี้ ราคา output สูงกว่าราคา input 5 เท่า ถ้าดูแค่ตัวเลขเดียว เราจะคิดค่าใช้จ่ายผิดไปมาก
ตัวอย่างในหน้าราคาของ Anthropic เองก็เห็นภาพนี้ชัด งานเขียนโค้ด 1 ชั่วโมงด้วย Claude Opus 5.5 ใช้ input 50,000 token และ output 15,000 token ค่า input คือ $0.20 ส่วนค่า output คือ $0.30 จำนวน token ของ output ไม่ถึง 1 ใน 3 ของ input แต่กลับเป็นส่วนที่จ่ายมากกว่า
แถวของ Claude Haiku 5.5 บอกอีกเรื่องหนึ่ง คือ ราคาของรุ่นเดียวกันไม่ได้มีตัวเลขเดียวเสมอไป รุ่นนี้คิดราคาตามความยาวของข้อความที่ส่งเข้าไปในครั้งนั้น ถ้าเกิน 100,000 token ราคาทั้ง 2 ฝั่งจะสูงขึ้น 5 เท่า และความยาวนี้นับ input ทั้งหมดของครั้งนั้น ซึ่งรวมบทสนทนาก่อนหน้าด้วย
เหตุผลที่ 2: งานแต่ละแบบหนักคนละฝั่ง
งานที่เราใช้ AI ทำ แบ่งเป็น 2 แบบ
- งานที่หนักฝั่ง input ส่งข้อความยาวเข้าไป แต่ขอคำตอบสั้น เช่น สรุปรายงาน อ่านสัญญาแล้วตอบคำถาม หรือถามจากไฟล์ที่แนบ
- งานที่หนักฝั่ง output ส่งคำสั่งสั้น แต่ได้คำตอบยาว เช่น ร่างบทความ เขียนโพสต์หลายแบบ หรือเขียนโค้ด
งานแบบแรกต้องดูราคา input เป็นหลัก ส่วนงานแบบที่สองต้องดูราคา output เป็นหลัก ความต่างนี้จะเห็นชัดเมื่อคิดออกมาเป็นตัวเลข
คิดค่าใช้จ่ายของงาน 1 ชิ้นด้วยสูตร 3 บรรทัด
สูตรนี้ใช้ได้กับทุกรุ่นที่คิดราคาต่อล้าน token ให้เติมจำนวน token และราคาของรุ่นที่ใช้ลงไป
ค่า input = จำนวน token ที่ส่งเข้าไป × ราคา input ÷ 1,000,000 ค่า output = จำนวน token ของคำตอบ × ราคา output ÷ 1,000,000 รวม = ค่า input + ค่า output
ที่ต้องหารด้วย 1,000,000 เพราะราคาในตารางเป็นราคาต่อล้าน token
ตัวอย่างที่เติมแล้ว: งาน 2 แบบ ด้วยราคาของ Claude Sonnet 5.5
ตัวอย่างนี้ใช้ราคาจริงของ Claude Sonnet 5.5 คือ input $2 และ output $10 ต่อล้าน token ส่วนจำนวน token เป็นข้อมูลสมมติ ผลการคำนวณมีดังนี้
| งานสรุปรายงานยาว | งานร่างบทความยาว | |
|---|---|---|
| ค่า input | 50,000 token × $2 ÷ 1,000,000 = $0.10 | 1,000 token × $2 ÷ 1,000,000 = $0.002 |
| ค่า output | 1,000 token × $10 ÷ 1,000,000 = $0.01 | 5,000 token × $10 ÷ 1,000,000 = $0.05 |
| รวมต่อครั้ง | $0.11 | $0.052 |
| ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่อยู่ฝั่ง | input | output |
ตารางนี้แสดงว่า แม้ราคา output จะแพงกว่า 5 เท่า แต่งานสรุปรายงานจ่ายให้ฝั่ง input เป็นส่วนใหญ่ เพราะส่งเข้าไปมากถึง 50,000 token ส่วนงานร่างบทความกลับกัน เกือบทั้งหมดจ่ายให้ฝั่ง output
ดังนั้นก่อนดูว่ารุ่นไหนถูกกว่า ต้องรู้ก่อนว่างานของเราหนักฝั่งไหน
หาจำนวน token จริงของงานเราเอง
ตัวเลขในตัวอย่างเป็นข้อมูลสมมติ เพราะข้อความเดียวกันจะนับได้กี่ token ขึ้นกับรุ่น ภาษา และชนิดของเนื้อหา
วิธีที่ได้ตัวเลขจริงคือ ลองทำงานนั้นจริง 1 ครั้ง แล้วดูจำนวน token ที่ใช้ไป คำตอบทุกครั้งที่ได้จาก API ของ Claude จะบอกตัวเลขนี้มาด้วย และ Anthropic ยังมีเครื่องมือนับ token (token counting) ให้นับก่อนส่งได้ เมื่อได้ตัวเลขของงาน 1 ครั้งแล้ว ให้คูณด้วยจำนวนครั้งที่ทำต่อเดือน
เห็นข่าว “ถูกลงครึ่งหนึ่ง” ให้ถาม 3 ข้อนี้ก่อน
1. ถูกลงฝั่งไหน input หรือ output หรือทั้งสองฝั่ง
สมมติข่าวบอกว่ารุ่นใหม่ถูกลงครึ่งหนึ่ง แต่พอเปิดตารางราคา กลับลดเฉพาะฝั่ง input จาก $2 เหลือ $1 ต่อล้าน token ส่วน output ยังเป็น $10 เท่าเดิม
เมื่อนำงาน 2 แบบข้างบนมาคิดใหม่ และเทียบกับกรณีที่ลดเฉพาะฝั่ง output ครึ่งหนึ่ง จะได้ผลดังนี้ (ข้อมูลสมมติทั้งหมด)
| ค่าใช้จ่ายต่อครั้ง | ราคาเดิม | ถ้า input ถูกลงครึ่งหนึ่ง | ถ้า output ถูกลงครึ่งหนึ่ง |
|---|---|---|---|
| งานสรุปรายงานยาว | $0.11 | $0.06 (ลดลงเกือบครึ่ง) | $0.105 (แทบไม่เปลี่ยน) |
| งานร่างบทความยาว | $0.052 | $0.051 (แทบไม่เปลี่ยน) | $0.027 (ลดลงเกือบครึ่ง) |
ข่าวเดียวกันให้ผลต่างกันมากตามลักษณะงาน ถ้าทำงานสรุปรายงานวันละ 100 ครั้งตลอด 30 วัน แล้ว input ถูกลงครึ่งหนึ่ง ค่าใช้จ่ายจะลดจาก $330 เหลือ $180 ต่อเดือน แต่ถ้าเป็นงานร่างบทความจำนวนเท่ากัน จะลดจาก $156 เหลือ $153 เท่านั้น
2. ข้อความเดียวกัน ยังนับได้จำนวน token เท่าเดิมไหม
ค่าใช้จ่ายมาจาก 2 อย่างคูณกัน คือราคาต่อ token และจำนวน token แต่ข่าวราคาบอกแค่อย่างแรก
หน้าราคาของ Anthropic เขียนไว้ว่า "ข้อความเดียวกันจะนับได้กี่ token ขึ้นกับตัวแบ่ง token (tokenizer) ของรุ่นนั้น ภาษา และชนิดของเนื้อหา"
ตัวอย่างจริงคือ Anthropic ระบุว่า Claude ตั้งแต่รุ่น 4.7 ขึ้นไปใช้ตัวแบ่ง token แบบใหม่ ซึ่งนับข้อความเดียวกันได้มากกว่ารุ่นก่อนราว 30%
ลองคิดเป็นตัวเลขสมมติ ถ้าราคาต่อ token ลดลงครึ่งหนึ่ง แต่งานเดิมนับได้ token มากขึ้น 30% ค่าใช้จ่ายจริงจะลดลง 35% ไม่ใช่ 50%
ราคาต่อ token ที่เท่ากันจึงไม่ได้แปลว่าจ่ายเท่ากัน วิธีเทียบที่ตรงที่สุดคือนำงานจริงของเราไปลองกับทั้ง 2 รุ่น แล้วดูจำนวน token ที่ใช้จริง
3. คำตอบใช้ได้ตั้งแต่รอบแรกไหม
ทุกครั้งที่ต้องสั่งใหม่เพราะคำตอบใช้ไม่ได้ เราจ่ายทั้ง input และ output อีกรอบ ถ้าสั่งแก้ในแชตเดิม คำตอบที่ใช้ไม่ได้ก็ถูกส่งเข้าไปเป็น input ของรอบใหม่ด้วย
สมมติรุ่น A ราคาเป็นครึ่งหนึ่งของรุ่น B แต่ต้องสั่ง 3 รอบกว่าจะได้งาน ส่วนรุ่น B ได้งานตั้งแต่รอบแรก ถ้าแต่ละรอบใช้ token เท่ากัน รุ่น A จะจ่ายรวมเป็น 1.5 เท่าของรุ่น B และยังไม่นับบทสนทนาที่ยาวขึ้นในแต่ละรอบ
วิธีทดสอบว่ารุ่นไหนทำงานของเราได้ดีพอตั้งแต่รอบแรก อ่านได้ใน AI ตัวใหญ่ที่สุดไม่ได้เหมาะกับทุกงาน: เลือกโมเดลให้ตรงกับงาน และทดสอบโมเดลใหม่ด้วยงานจริงของเราเอง
ใช้แอป AI แบบรายเดือนอยู่ ราคานี้เกี่ยวกับเราไหม
ถ้าจ่ายค่าแอปแชตเป็นรายเดือน เช่น แผน Pro ของ Claude ค่าแผนรายเดือนไม่ได้คิดตามราคาต่อล้าน token แต่แผนมีโควตาการใช้งาน (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2569)
หน้าช่วยเหลือของ Claude ระบุว่าสิ่งที่มีผลกับโควตา รวมถึงความยาวของข้อความที่ส่ง ขนาดไฟล์ที่แนบ และความยาวของแชตที่คุยอยู่
ราคาต่อล้าน token จะเกี่ยวกับคุณโดยตรงในกรณีเหล่านี้
- ต่อ AI เข้ากับระบบของตัวเองผ่าน API API คือช่องทางที่โปรแกรมคุยกับ AI ได้โดยตรงโดยไม่ผ่านหน้าแอป
- จ้างคนทำแชตบอตหรือระบบที่เรียกใช้ AI ผ่าน API ค่า AI ในบิลรายเดือนของระบบนั้นคิดจากราคานี้ ใช้สูตร 3 บรรทัดข้างบนประมาณค่าใช้จ่ายก่อนตกลงได้
- ใช้แผนที่คิดเงินตามการใช้งานจริง เช่น แผน Enterprise ของ Claude แบบคิดตามการใช้งาน ซึ่งหน้าช่วยเหลือระบุว่าไม่มีโควตาตายตัว แต่คิดเงินตามปริมาณที่ใช้
3 วิธีจ่ายน้อยลง โดยงานไม่แย่ลง
ทั้ง 3 วิธีลดค่าใช้จ่ายของคนที่จ่ายตาม token ส่วนวิธีที่ 2 และ 3 ยังตรงกับสิ่งที่หน้าช่วยเหลือของ Claude ระบุว่ามีผลกับโควตาของแอปรายเดือน คือขนาดไฟล์ที่แนบ และความยาวของแชต
1. บอกความยาวของคำตอบที่ต้องการ
output คือฝั่งที่แพงที่สุด และเมื่อใช้ผ่าน API คำตอบยาวยังถูกส่งกลับเข้าไปเป็น input ในทุกรอบที่คุยต่อ ถ้าเราไม่บอกความยาว AI จะเลือกความยาวเอง
ลองต่อท้ายคำสั่งด้วย 2 บรรทัดนี้
สรุปเป็นข้อ ไม่เกิน 5 ข้อ ข้อละไม่เกิน 1 บรรทัด ไม่ต้องเกริ่น ไม่ต้องสรุปซ้ำท้ายคำตอบ
สองบรรทัดนี้บอกความยาวที่ต้องการ และสั่งให้ตัดคำเกริ่นกับการสรุปซ้ำ ซึ่งเป็นส่วนที่เรามักไม่ได้ใช้ ถ้าอ่านแล้วอยากได้รายละเอียดข้อไหนเพิ่ม ค่อยขอเฉพาะข้อนั้น
2. ส่งเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง
ถ้าอยากถามเรื่องในบทที่ 3 ของรายงาน 80 หน้า ให้ส่งแค่บทที่ 3 ไม่ต้องแนบทั้งเล่ม input จะเหลือแค่ส่วนที่ AI ต้องใช้ตอบ และยังลดโอกาสที่ข้อมูลลับในบทอื่นจะถูกส่งออกไปด้วย
ข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษกับรุ่นที่คิดราคาตามความยาวของข้อความ อย่าง Claude Haiku 5.5 ที่ราคาทั้ง 2 ฝั่งสูงขึ้น 5 เท่า เมื่อข้อความที่ส่งเข้าไปเกิน 100,000 token
3. แชตยาวมาก ให้สรุปแล้วเริ่มแชตใหม่
เมื่อใช้ผ่าน API ทุกข้อความใหม่ในแชตเดิม จะส่งบทสนทนาก่อนหน้าทั้งหมดเข้าไปเป็น input ด้วย แชตยิ่งยาว แต่ละรอบก็ยิ่งแพง ส่วนในแอปรายเดือน หน้าช่วยเหลือของ Claude ระบุว่าความยาวของแชตมีผลกับโควตา
เมื่อแชตยาวมากแล้ว ให้ AI สรุปสิ่งที่ตกลงกันไว้ แล้วนำสรุปนั้นไปเริ่มแชตใหม่ คำสั่งสรุปแชตและวิธีดูว่าเมื่อไรควรเปิดแชตใหม่ อ่านได้ใน อย่าถามครั้งเดียวจบ: 5 วิธีคุยต่อกับ AI ให้ได้งานที่ใช้ได้จริง
สรุป
- “$1 ต่อล้าน token” คือจ่าย $1 ทุกๆ ล้าน token และเราจ่ายตามจำนวนที่ใช้จริง
- ราคามี 2 ฝั่ง input คือทุกอย่างที่ส่งเข้าไป รวมถึงแชตเก่า ส่วน output คือคำตอบ ใน Claude 3 รุ่นที่ยกมา output แพงกว่า input 5 เท่า
- คิดค่าใช้จ่ายต่องานด้วยสูตร 3 บรรทัด แล้วดูว่างานของเราหนักฝั่งไหน
- เห็นข่าวว่าถูกลง ให้ถาม 3 ข้อ ถูกลงฝั่งไหน ข้อความเดียวกันนับ token เท่าเดิมไหม และคำตอบใช้ได้ตั้งแต่รอบแรกไหม
อาทิตย์ละสกิล เดี๋ยวก็เก่ง