เมื่อ AI เขียนโค้ดแทนเป็นส่วนใหญ่: 3 ทีมจริงเจออะไร และเราเอาอะไรไปใช้ได้
16 ต.ค. 2569 · อ่าน 12 นาที
Cockroach Labs ให้ AI ทำงานเป็นทีมแบบโรงพยาบาล Anthropic มีโค้ดเยอะจนต้องสร้างระบบเก็บโค้ดใหม่ ส่วนโปรเจกต์โอเพนซอร์ส QGIS เลือกไม่รับโค้ดจาก AI เลย ทั้งสามเรื่องจากเดือนตุลาคม 2569 ชี้ไปทางเดียวกันว่าการตรวจสำคัญกว่าความเร็ว บทความนี้แยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ แล้วสรุปเป็นเช็กลิสต์ 7 ข้อสำหรับคนที่ทำงานคนเดียวหรือทีมเล็ก

ตัวเลขน่าตื่นเต้นเรื่อง AI เขียนโค้ดมีออกมาแทบทุกสัปดาห์ แต่เรื่องที่มีประโยชน์กว่าคือ ทีมที่ให้ AI เขียนโค้ดอย่างจริงจังเจอปัญหาอะไร และแก้อย่างไร
เดือนนี้มี 3 เรื่องที่เปิดอ่านต้นฉบับได้ มาจากบริษัทฐานข้อมูล บริษัท AI และโปรเจกต์โอเพนซอร์ส บทความนี้แยกให้เห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ต้นฉบับเขียนไว้ และอะไรคือการตีความของเรา แล้วจบด้วยเช็กลิสต์สำหรับคนที่ทำงานคนเดียวหรือทีมเล็ก
ข้อมูล ณ 16 ตุลาคม 2569 จากบล็อกของ Cockroach Labs (9 ต.ค.) บล็อกวิศวกรรมของ Anthropic (13 ต.ค. แก้ไขเพิ่ม 15 ต.ค.) และหน้าข้อเสนอ QEP428 ของ QGIS บน GitHub (รวมเข้ากติกาเมื่อ 7 ต.ค.)
อ่านก่อน: ตัวเลขทุกตัวของ Cockroach Labs และ Anthropic ในบทความนี้ บริษัทรายงานเอง และยังไม่มีผู้ตรวจสอบอิสระ ทั้งสองเรื่องใช้ Claude ซึ่ง Anthropic เป็นบริษัทที่ทำ Claude เอง
เรื่องที่ 1: Cockroach Labs ให้ AI ทำงานเป็นทีมแบบโรงพยาบาล
Cockroach Labs เป็นบริษัทที่ทำฐานข้อมูล วิศวกร 2 คนของบริษัทเล่าถึงการทดลอง 5 เดือน (21 เมษายน ถึง 11 กันยายน) ที่ให้ AI หลายตัวทำงานต่อกันเป็นสายพาน โดยตั้งบทบาทตามโรงพยาบาล งานแต่ละชิ้นคือคนไข้ และการรวมโค้ดเข้าระบบหลักคือการให้คนไข้กลับบ้าน
เหตุผลที่เลือกแบบโรงพยาบาล คือพวกเขายอมให้ AI ทำงานช้าลง "แม้จะช้าลง 10 เท่า" ดีกว่าปล่อยให้ข้อมูลผิดไปถึงลูกค้า คำถามที่ใช้วัดผลจึงไม่ใช่ "ได้งานกี่ชิ้นต่อชั่วโมง" แต่คือ "งานไหนที่ถ้าเรารวมเองแล้วจะอาย"
กติกา 4 ข้อที่บริษัทบอกว่าทำให้ระบบปลอดภัย
- ไม่มีโค้ดก่อนแผน และไม่มีแผนที่ไม่ผ่านรีวิว AI ต้อง Reproduce ปัญหา (ทำตามขั้นตอนแล้วเจอปัญหาเดียวกัน) ให้เห็นก่อน แล้วเขียนแผนว่าจะแก้ไฟล์ไหน เพิ่ม Test อะไร และมีความเสี่ยงอะไร จากนั้น AI อีกตัวที่ถูกตั้งให้หาจุดผิดเป็นผู้อนุมัติแผน ถ้าขอบเขตงานเปลี่ยนกลางทาง ต้องหยุดแล้วเสนอแผนใหม่ ("ห้ามด้นสด")
- ห้ามแก้ ปิด หรือข้าม Test เพื่อให้ผ่าน ถ้า Test ไม่ผ่าน ให้ถือว่า Test ถูกจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิด
- ด่านสุดท้ายตรวจว่าการรีวิวเกิดขึ้นจริง ด่านนี้เช็กว่ามีการอนุมัติแล้ว ไม่มีคอมเมนต์ค้าง และผลทดสอบผ่าน เพราะ AI ไม่ได้ทำตามที่สั่งทุกครั้ง
- งานใหญ่ต้องแบ่ง งานที่เกิน 1,000 บรรทัดต้องแตกเป็นงานย่อย เพื่อให้ผู้รีวิวจำรายละเอียดทั้งหมดได้ในหัว
ตัวเลขที่บริษัทรายงานเอง
- งานรองรับฐานข้อมูล IBM Db2 เสร็จในไม่ถึง 2 วัน ค่า Token 4,172 ดอลลาร์ เทียบกับงานคล้ายกันเมื่อปี 2567 (รองรับ Oracle) ที่ใช้เวลา 9 เดือน และค่าแรงวิศวกรราว 160,000 ดอลลาร์ แต่ตัวเลข 2 วันนี้ไม่รวมเวลาสร้างระบบโรงพยาบาล ที่บริษัทสร้างไว้ก่อนเริ่มงานนี้
- ตลอด 5 เดือน ระบบรวมโค้ดได้กว่า 1 ล้านบรรทัด และต้องย้อนงานที่รวมไปแล้ว (Revert) ทั้งหมด 7 ครั้ง
- ค่า Token รวมกว่า 135,000 ดอลลาร์ เฉลี่ยราว 84 ดอลลาร์ต่องาน 1 ชิ้น
ส่วนที่บริษัทเขียนไว้เอง แต่มักไม่ถูกเล่าต่อ
- ช่วงที่ทำงาน Db2 ไม่มีใครรีวิวโค้ดที่ AI เขียนเลย และตอนที่เขียนโพสต์ บริษัทยังตรวจอยู่ว่างานนั้นถูกต้องจริงหรือไม่ ตัวเลข "ไม่ถึง 2 วัน" จึงเป็นเวลาของงานที่ยังตรวจไม่เสร็จ
- หลังสัปดาห์แรกที่ปล่อยให้ระบบทำงานเอง บริษัทเปิด "โหมดคนอนุมัติ" ให้การรวมโค้ดทุกครั้งต้องผ่านตาคน และบอกว่ามีแค่โหมดนี้ที่มั่นใจพอจะส่งงานให้ลูกค้า
- ระบบเริ่มมีขั้นตอนแบบราชการ งานแก้คำบนหน้าจอคำเดียววนอยู่ 5 รอบ และงานด่วนที่แก้แค่ 1 บรรทัดวน 11 รอบใน 2 วัน จนต้องเพิ่มกติกาตัดวงจร
- ไฟล์คำสั่งของ AI ยาวขึ้นเรื่อยๆ เพราะเพิ่มกติกาทุกครั้งที่มีปัญหา เมื่อตรวจจริง มี 23% ที่ถูกระบุว่าตัดออกได้โดยไม่เปลี่ยนกติกาเลย
- ระบบนี้ไม่ได้ฝึกวิศวกรมือใหม่ ตอนนี้บริษัทกำลังปรับให้คนเขียนแผนเอง แล้วให้ AI ช่วยรีวิว
เรื่องที่ 2: Anthropic มีโค้ดเยอะจนระบบเก็บโค้ดรับไม่ไหว
ตามที่ Anthropic รายงานเอง การรวมโค้ดต่อวันเพิ่มจากราว 2,500 ครั้งในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นกว่า 30,000 ครั้งในเดือนกันยายน จนระบบเก็บประวัติโค้ด (Source Control) กลายเป็นคอขวดอันดับหนึ่ง ทีม 7 คนจึงสร้างระบบของตัวเองชื่อ Scion พร้อมเครื่องมือรีวิวโค้ด และย้ายออกจาก Git (ระบบเก็บประวัติโค้ดที่คนส่วนใหญ่ใช้) ได้ภายใน 5 เดือน
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวระบบ คือบทเรียนเรื่องคน 3 ข้อที่บริษัทเขียนไว้
- งานของวิศวกรหลายครั้งคือการบอก Claude ว่า "ไม่" เพราะบางครั้ง AI ฝืนกติกาหลักของระบบ เพื่อทำตามรูปแบบที่ไม่ควรได้รับอนุญาตตั้งแต่แรก
- การรีวิวแบบจับผิดก็พลาดได้ บางครั้งการรีวิวมองแคบเกินไป เช่น รีวิวครั้งหนึ่งระแวงบริการภายในอีกตัวมากเกินไป จน Claude ใส่การตรวจซ้ำซ้อนเกินจำเป็น ต้องมีวิศวกรที่เข้าใจระบบมาดึงกลับ
- คนยังรีวิวการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง แต่เปลี่ยนจากการอ่านโค้ดทุกบรรทัด มาเป็นการดูว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นตั้งใจทำอะไร
Anthropic เขียนกำกับไว้เองว่า Scion ไม่ใช่ระบบที่จะมาแทน Git สำหรับคนทั่วไป และบริษัทใช้ Token ภายในได้มากกว่าที่ธุรกิจอื่นจะยอมจ่าย
เรามองว่าข้อ "ดูเจตนาแทนอ่านทุกบรรทัด" ใช้ได้เพราะบริษัทมี Automated Test จำนวนมากรองรับ (บริษัทบอกว่าโค้ดชุดนี้ทดสอบหนาแน่นที่สุดชุดหนึ่งที่เคยทำ) ถ้าโปรเจกต์ของคุณยังไม่มี Test อย่าเพิ่งข้ามการอ่านโค้ด
เรื่องที่ 3: QGIS เลือกไม่รับโค้ดจาก AI
QGIS เป็นโปรแกรมทำแผนที่แบบโอเพนซอร์สที่ใช้ฟรี กติกาเดิมของ QGIS (ดัดแปลงจากกติกาของโปรเจกต์ LLVM) อนุญาตให้ใช้ AI ได้ แต่ต้องมีคนอยู่ในวงจร (Human in the Loop) คนส่งงานต้องอ่านและรีวิวโค้ดที่ AI เขียนเองทั้งหมดก่อนขอให้คนอื่นรีวิว ต้องตอบคำถามเรื่องงานของตัวเองได้ และต้องแจ้งเมื่องานมีส่วนที่เครื่องมือสร้างขึ้นเป็นจำนวนมาก
วันที่ 24 กันยายน 2569 มีคนเสนอให้เปลี่ยนเป็นข้อห้ามเด็ดขาด ข้อเสนอผ่านการโหวตและรวมเข้ากติกาเมื่อ 7 ตุลาคม ข้อความทั้งหมดของกติกาใหม่มีเพียงเท่านี้ (เราแปลเป็นไทย)
ไม่อนุญาตให้ส่งโค้ดที่ใช้ LLM, AI หรือ agent ช่วยเขียน เข้าที่เก็บโค้ด qgis/qgis ถ้าเราพบภายหลังว่าคุณใช้ AI, LLM หรือขั้นตอนทำงานแบบ agent ใดๆ กับงานที่ส่งมา โค้ดจะถูกถอนออก และคุณจะถูกลงโทษเรื่องสิทธิ์ของผู้ร่วมพัฒนา
เหตุผลที่ QGIS เปลี่ยนกติกา
- สมาชิกทีม QGIS คนหนึ่งเขียนในเธรดว่า งานที่ใช้ AI ส่งเข้ามามากเกินกว่าที่คนจะรีวิวได้จริงจัง ผลคืองานที่ค้างรีวิวยาวขึ้น หรือมีโค้ดที่ไม่ได้รีวิวอย่างเต็มที่
- ผู้เสนอบอกว่ากติกาเดิม "เห็นชัดว่าไม่ได้ผล" ในทางปฏิบัติ และโปรเจกต์เสียผู้ร่วมพัฒนาที่มีคุณค่าสูงมากไปอย่างน้อยหนึ่งคน
- ผู้เสนอบอกด้วยว่านี่ไม่ใช่กติกาถาวร แต่เป็นการ "เริ่มจากปิดประตู" แล้วค่อยพิจารณาเปิดทีละกรณี
ข้อที่ยังถกเถียงกันอยู่: คำว่า "ช่วย" ครอบคลุมแค่ไหน
มีคนถามว่าตัวช่วยเติมโค้ดอัตโนมัติ การแปลภาษา หรือการถาม AI ระดมความคิด นับรวมด้วยหรือไม่ เพราะคำว่า "ช่วย" กว้างมาก สมาชิกทีมคนหนึ่งตอบว่าเกณฑ์คือ "คุณเขียนโค้ดนั้นเองด้วยความสุจริตใจหรือเปล่า" และเมื่อมีคนถามว่าจะบังคับใช้อย่างไร คำตอบคือ "ด้วยความไว้ใจ"
อย่าสรุปว่า "โอเพนซอร์สห้าม AI" นี่คือกติกาของ QGIS เพียงโปรเจกต์เดียว และใช้กับโค้ดในที่เก็บโค้ดหลักที่เดียว ผู้เสนอบอกว่าคณะกรรมการของโปรเจกต์ขอให้จำกัดขอบเขตไว้แบบนี้ และแม้แต่ QGIS เอง ก่อนวันที่ 7 ตุลาคมก็ยังอนุญาตให้ใช้ AI อยู่
สิ่งที่ 3 เรื่องนี้บอกเรา (การตีความของเรา)
- คอขวดย้ายจาก "เขียน" ไปที่ "ตรวจ" Cockroach Labs สร้างด่านรีวิวหลายชั้น และบอกว่างานแต่ละชิ้นมักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการรอคนรีวิว ส่วน Anthropic ต้องสร้างระบบใหม่เพราะปริมาณโค้ด และ QGIS ปิดประตู โดยสมาชิกคนหนึ่งให้เหตุผลว่าคนรีวิวไม่พอ
- คนยังเป็นคนตัดสิน แต่หน้าที่เปลี่ยนไป จากคนที่เขียนทุกบรรทัด มาเป็นคนอนุมัติ คนบอก "ไม่" และคนตัดสินว่างานไหนคุ้มกับเวลาที่ใช้ตรวจ
- กติกาที่ตรวจได้ ได้ผลกว่าความตั้งใจดี Cockroach Labs ไม่เชื่อแค่คำบอกว่า AI รีวิวแล้ว จึงมีด่านตรวจว่าการรีวิวเกิดขึ้นจริง ส่วน QGIS เคยพึ่งให้คนส่งงานรีวิวเอง แล้วพบว่าในทางปฏิบัติไม่ได้เกิดขึ้นจริง
- ตัวเลขความเร็วไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมด ตัวเลข 2 วันมาพร้อมข้อยอมรับว่าตอนนั้นยังไม่มีใครรีวิวโค้ดเลย
เช็กลิสต์ 7 ข้อ สำหรับคนที่ทำงานคนเดียวหรือทีมเล็ก
เราดัดแปลงจากสิ่งที่ 3 ทีมทำ ยังไม่ได้วัดผลว่าช่วยลดบั๊กได้แค่ไหน
- สั่งให้เขียนแผนก่อน ยังไม่ให้แก้โค้ด อ่านแผนให้เข้าใจก่อนพิมพ์ว่า "ทำได้"
- รีวิวในแชตใหม่ ที่สั่งให้หาจุดผิดอย่างเดียว ไม่ใช่ถามแชตเดิมที่เพิ่งเขียนโค้ดว่า "ดีหรือยัง" ใช้คู่กับ Prompt ฟรี: Code Review ที่เรียงปัญหาตามความรุนแรง ได้ (ต้องสมัครสมาชิกฟรี)
- ห้าม AI แก้ ปิด หรือข้าม Test เพื่อให้ผ่าน ถ้า AI บอกว่า Test ผิด ให้แยกเป็นอีกงาน แล้วตรวจเอง
- ทำงานชิ้นเล็กพอที่คุณอ่านได้ทั้งหมด Cockroach Labs ตั้งเพดานไว้ 1,000 บรรทัดต่องาน ถ้าคุณอ่านเองคนเดียว ควรเล็กกว่านั้นมาก
- เขียนกติกาที่ห้ามละเมิด 3–5 ข้อ เช่น ห้ามแก้ไฟล์ไหน ห้ามเก็บรหัสผ่านไว้ในโค้ด แล้วกล้าบอก "ไม่" เมื่อ AI เสนอทางลัดที่ผิดกติกา
- ถ้าวนแก้เกิน 3 รอบแล้วยังไม่จบ ให้หยุด กลับไปดูแผน หรือเริ่มถามใหม่ Cockroach Labs เองก็ส่งงานที่วนเกิน 3 รอบไปทบทวน
- ก่อนส่งโค้ดเข้าโปรเจกต์ของคนอื่น อ่านกติกาเรื่อง AI ของเขาก่อน มักอยู่ในไฟล์ CONTRIBUTING หรือหน้านโยบายของโปรเจกต์
คำสั่งสำเร็จรูป: ขอแผนก่อนให้ AI แก้โค้ด
คัดลอกคำสั่งนี้ไปใช้ก่อนให้ AI แก้โค้ด
ยังไม่ต้องแก้โค้ด เขียนแผนก่อน: 1. ปัญหาคืออะไร และทำให้มันเกิดซ้ำได้ยังไง 2. จะแก้ไฟล์ไหนบ้าง และทำไม 3. จะเพิ่มหรือแก้เทสต์อะไร 4. ความเสี่ยง และสิ่งที่ยังไม่แน่ใจ กติกา: - ห้ามแก้ ปิด หรือข้ามเทสต์ที่มีอยู่ เพื่อให้ผ่าน - ถ้าระหว่างทำต้องแก้เกินแผน ให้หยุดแล้วเสนอแผนใหม่ - ถ้าแผนนี้ใหญ่เกินกว่าจะอ่านจบในครั้งเดียว ให้เสนอวิธีแบ่งเป็นงานย่อย
คำสั่งนี้ดัดแปลงจากกติกา "ไม่มีโค้ดก่อนแผน" และ "ห้ามด้นสด" ของ Cockroach Labs เรายังไม่ได้ทดลองเทียบผลคำสั่งนี้
ข้อจำกัดของบทความนี้
- ตัวเลขของ Cockroach Labs และ Anthropic เป็นตัวเลขที่บริษัทรายงานเอง Cockroach Labs ใช้ค่า Token รวมกว่า 135,000 ดอลลาร์ ส่วน Anthropic บอกเองว่าบริษัทใช้ Token ได้มากกว่าที่ธุรกิจทั่วไปจะใช้ และเรื่องของ Anthropic เป็นการที่บริษัทเล่าถึงเครื่องมือของตัวเอง
- QGIS เป็นเพียงโปรเจกต์เดียว กติกาใหม่ยังถกเถียงกันอยู่ และอาจเปลี่ยนอีก
- เช็กลิสต์และคำสั่งข้างบนเป็นของเรา ยังไม่ได้วัดผล
สรุป: งานตรวจคือคอขวดใหม่
AI เขียนโค้ดได้เร็วขึ้นมาก ในมุมของเรา ทั้ง 3 เรื่องชี้ว่างานรอบๆ การเขียนโค้ด ได้แก่ การตรวจ การรวม และการทดสอบ ตามไม่ทัน ทีมหนึ่งสร้างด่านตรวจ ทีมหนึ่งสร้างระบบใหม่ และอีกทีมปิดประตู
คนที่ทำงานคนเดียวไม่ต้องสร้างโรงพยาบาล เริ่มจากขอแผนก่อนแก้ รีวิวในแชตใหม่ และไม่ให้ AI แตะ Test เพื่อให้ผ่าน ทั้ง 3 ข้อนี้ทำได้ตั้งแต่วันนี้
อ่านต่อ
- ให้ AI เขียนโค้ดแทนแล้ว ยังต้องสนใจไหมว่าโค้ดดีหรือไม่ดี (ต้องสมัครสมาชิกฟรี)
- Vibe coding: บอก AI ว่าอยากได้แอปอะไร แล้วตรวจให้เป็น ก่อนเอาไปใช้จริง
อาทิตย์ละสกิล เดี๋ยวก็เก่ง