SumoSunday

AI ตอบมั่วเพราะอะไร: เข้าใจต้นเหตุ แล้วใช้ 3 วิธีลดคำตอบที่ AI แต่งเอง

15 ต.ค. 2569 · อ่าน 9 นาที

AI ตอบผิดได้แม้น้ำเสียงจะมั่นใจมาก ทำไม AI ถึงเดาแทนที่จะบอกว่าไม่รู้ บทความนี้อธิบายต้นเหตุจากงานวิจัยแบบไม่ต้องมีพื้นฐานไอที พร้อม 3 วิธีจากคู่มือของ Anthropic และคำสั่งสำเร็จรูปสำหรับสรุปเอกสารโดยไม่ให้ AI แต่งข้อมูลเพิ่ม

ในงานวิจัยปี 2568 นักวิจัยลองถาม AI โมเดลหนึ่งว่า "วันเกิดของ Adam Tauman Kalai คือวันไหน ถ้ารู้ ให้ตอบแค่วันกับเดือน"

นักวิจัยถามสามครั้ง ได้สามคำตอบ คือ 03-07, 15-06 และ 01-01 ผิดทั้งสามครั้ง ทั้งที่คำถามบอกชัดว่าให้ตอบ "ถ้ารู้" เท่านั้น

Kalai คือผู้เขียนคนแรกของงานวิจัยเรื่องนี้เอง และงานวิจัยบอกว่าวันเกิดที่ถูกอยู่ในฤดูใบไม้ร่วง ไม่ตรงกับคำตอบไหนเลย

เรื่องนี้คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า "AI ตอบมั่ว" ในวงการเรียกว่า hallucination ถ้าเข้าใจว่าเกิดจากอะไร เราจะรู้ว่าควรระวังตอนไหน และสั่งงานอย่างไรให้ AI เดาน้อยลง

ข้อมูล ณ ตุลาคม 2569 จากคู่มือ "Reduce hallucinations" ของ Anthropic และงานวิจัย "Why Language Models Hallucinate" (กันยายน 2568) โดยนักวิจัยจาก OpenAI และ Georgia Tech

AI ตอบมั่ว (hallucination) คืออะไร

คู่มือของ Anthropic อธิบายว่า โมเดลภาษาที่เก่งที่สุดก็ยังสร้างข้อความที่ไม่จริง หรือขัดกับข้อมูลที่เราให้ไปได้

ส่วนที่อันตรายคือ คำตอบมั่วไม่ได้ดูเหมือนคำตอบที่ผิด แต่มาในประโยคที่ลื่นไหล น้ำเสียงมั่นใจ และมีรายละเอียดครบ ตัวเลขที่ไม่มีที่มาจึงดูน่าเชื่อเท่ากับตัวเลขจริง

ทำไม AI ถึงเดา แทนที่จะบอกว่าไม่รู้

1. AI ถูกฝึกมาเหมือนนักเรียนทำข้อสอบ

งานวิจัยเปรียบไว้ตรงๆ ว่า ในข้อสอบที่ให้ 1 คะแนนเมื่อตอบถูก และ 0 คะแนนเมื่อเว้นว่าง นักเรียนที่ไม่แน่ใจควรเดามากกว่าเว้นว่าง เพราะการเดายังมีโอกาสได้คะแนน

AI ถูกวัดผลด้วยการทดสอบแบบเดียวกัน ถ้าตอบว่า "ไม่รู้" จะได้ศูนย์ แต่ถ้าเดาแล้วถูกจะได้คะแนน ผู้วิจัยจึงสรุปว่า AI ถูกฝึกให้เป็น "คนทำข้อสอบเก่ง" และการเดาตอนไม่แน่ใจทำให้คะแนนดีขึ้น

งานวิจัยยังบอกว่า คำตอบที่เดามักจะ มั่นใจและเจาะจง เช่น ตอบว่า "30 กันยายน" แทนที่จะตอบว่า "น่าจะช่วงปลายปี" นี่คือเหตุผลที่คำตอบมั่วมักดูน่าเชื่อ

2. เรื่องที่ AI เห็นน้อย จะจำได้ไม่แม่น

AI เรียนจากข้อความจำนวนมหาศาล งานวิจัยบอกว่าเรื่องที่ถูกเขียนถึงบ่อย เช่น วันเกิดของไอน์สไตน์ AI แทบไม่พลาด แต่วันเกิดของคนทั่วไปอาจปรากฏแค่ครั้งเดียวในข้อมูลที่ AI เคยเห็น

เมื่อไม่มีรูปแบบให้จับได้ AI จึงเดาตัวเลขที่ "หน้าตาเหมือนวันเกิด" ออกมาแทน

งานวิจัยยังบอกด้วยว่า ต่อให้ข้อมูลที่ใช้ฝึกไม่มีข้อผิดพลาดเลย วิธีฝึกแบบนี้ก็ยังทำให้เกิดคำตอบผิดได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "อินเทอร์เน็ตมีข้อมูลผิด" อย่างเดียว

3. ให้ค้นเว็บได้ ก็ยังตอบมั่วได้อยู่

งานวิจัยยอมรับว่าการให้ AI ค้นข้อมูลช่วยลดการตอบมั่วได้ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษ ถ้าค้นแล้วไม่เจอคำตอบที่ชัด AI ก็ยังมีแรงจูงใจให้เดาเหมือนเดิม และการค้นเว็บก็ไม่ได้ช่วยเรื่องการคำนวณผิด

งานแบบไหนเสี่ยงที่สุด

จากต้นเหตุข้างบน เราสรุปเป็นสัญญาณเตือนได้แบบนี้ (เป็นการสรุปของเรา ไม่ใช่รายการจากงานวิจัย)

ถ้าคำตอบมี…เสี่ยงเพราะ
ตัวเลขเจาะจง สถิติ วันที่คำตอบที่เดามักเจาะจงและดูน่าเชื่อ
ชื่อคน บริษัท หรือร้านที่ไม่ดังAI อาจเห็นข้อมูลเรื่องนี้น้อยครั้ง หรือไม่เคยเห็นเลย
ชื่อหนังสือ งานวิจัย ลิงก์ เลขมาตรากฎหมายเป็นรูปแบบที่เดาให้ดูเหมือนจริงได้ง่าย
การคำนวณหลายขั้นงานวิจัยยกให้เป็นข้อผิดพลาดที่การค้นเว็บช่วยไม่ได้
สรุปเอกสารยาวAI อาจเติมสิ่งที่เอกสารไม่ได้เขียนไว้

ถ้าคำตอบมีสิ่งที่อยู่ในตารางนี้ และเราจะนำไปใช้จริง ให้ใช้วิธีข้างล่าง แล้วตรวจเองอีกครั้ง

3 วิธีลดคำตอบที่ AI แต่งเอง

ทั้ง 3 วิธีมาจากคู่มือ "Reduce hallucinations" ของ Anthropic ซึ่งเขียนไว้สำหรับ Claude

1. อนุญาตให้ตอบว่า "ไม่รู้"

บอก AI ตรงๆ ว่าถ้าไม่แน่ใจ หรือข้อมูลไม่พอ ให้ตอบว่าไม่รู้ คู่มือบอกว่าวิธีง่ายๆ นี้ "ลดข้อมูลเท็จได้อย่างมาก"

ทำไมได้ผล: ย้อนไปดูต้นเหตุข้อ 1 ตามปกติการตอบว่า "ไม่รู้" เท่ากับได้ศูนย์คะแนน การบอกว่า "ตอบว่าไม่รู้ได้ และดีกว่าเดา" จึงเป็นการเปลี่ยนกติกาการให้คะแนนในแชทของเรา

2. ให้ยกประโยคจริงมาก่อน แล้วค่อยสรุป

เวลาให้ AI ทำงานกับเอกสาร ให้สั่ง AI ดึงประโยคจากเอกสารแบบคำต่อคำมาก่อน ถ้าไม่เจอให้บอกว่าไม่เจอ จากนั้นจึงสรุป โดยใช้แค่ประโยคที่ยกมา

คู่มือแนะนำวิธีนี้กับเอกสารยาวเป็นพิเศษ เพราะคำตอบจะยึดกับตัวหนังสือที่อยู่ในเอกสารจริง ไม่ใช่สิ่งที่ AI จำมาจากที่อื่น

3. ให้อ้างอิงทุกข้อ ข้อไหนหาไม่เจอให้ถอนออก

หลังเขียนเสร็จ ให้สั่ง AI ไล่ตรวจทีละข้อว่ามีประโยคในเอกสารรองรับหรือไม่ ข้อไหนหาไม่เจอให้ลบออก แล้วใส่ [] ไว้ตรงที่ลบ

ข้อดีคือ เราตรวจได้ เพราะทุกข้อในคำตอบชี้กลับไปที่ประโยคต้นทาง และเราเห็นได้ทันทีว่าตรงไหนถูกตัดออก

เทคนิคเสริม: ถามซ้ำหลายครั้งแล้วเทียบคำตอบ

คู่มือของ Anthropic มีอีกวิธีที่ใช้ได้ทันที คือถามคำถามเดิมหลายครั้งแล้วเทียบกัน ถ้าคำตอบไม่ตรงกัน อาจเป็นสัญญาณว่า AI กำลังเดา

เหมือนตัวอย่างวันเกิดตอนต้นบทความ ถามสามครั้งได้สามวันที่ ถ้าเราลองถามซ้ำ ก็จะรู้ทันทีว่าไม่ควรเชื่อ

คำสั่งสำเร็จรูป: สรุปเอกสารแบบไม่ให้ AI แต่งเพิ่ม

คัดลอกคำสั่งนี้ไปใช้ แล้วแก้ข้อความในวงเล็บเหลี่ยมให้ตรงกับงานของคุณ

prompt
ช่วยสรุปเอกสารข้างล่างนี้ ให้ [ใคร] อ่านเพื่อ [เอาไปทำอะไร]

กติกา:
1. ใช้เฉพาะข้อมูลในเอกสารนี้ ห้ามเติมจากความรู้ทั่วไป
2. ก่อนสรุป ให้ยกประโยคจากเอกสารแบบคำต่อคำ ที่เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องสรุป ใส่เลข [1] [2] [3] กำกับ ถ้าไม่เจอให้เขียนว่า "ไม่พบประโยคที่เกี่ยวข้อง"
3. เขียนสรุปโดยอิงเฉพาะประโยคที่ยกมา และใส่เลขประโยคท้ายทุกข้อ
4. ตรวจทุกข้อในสรุปอีกรอบ ข้อไหนหาประโยครองรับไม่เจอ ให้ลบออก แล้วใส่ [] ไว้ตรงนั้น
5. ถ้าเอกสารไม่มีข้อมูลพอสำหรับเรื่องไหน ให้เขียนว่า "เอกสารไม่มีข้อมูลเรื่องนี้" ตอบว่าไม่รู้ดีกว่าเดา

=== เอกสารเริ่ม ===
(วางเนื้อหาเอกสารตรงนี้ หรือแนบไฟล์แล้วลบบล็อกนี้ออก)
=== เอกสารจบ ===

แต่ละส่วนช่วยอะไร

  • ข้อ 1 จำกัดให้ใช้แค่เอกสาร ตรงกับวิธี "จำกัดความรู้ภายนอก" ในคู่มือ
  • ข้อ 2 คือวิธีที่ 2 (ยกประโยคก่อน) เมื่อไม่เจอก็ให้บอก AI จึงไม่มีเหตุให้ต้องแต่ง
  • ข้อ 3–4 คือวิธีที่ 3 (อ้างอิงแล้วถอน) ทำให้เราตรวจย้อนได้ทุกข้อ
  • ข้อ 5 คือวิธีที่ 1 (อนุญาตให้ไม่รู้) และบอกตรงๆ ว่าการไม่รู้ "ดีกว่า" เดา

ถ้าไม่มีเอกสาร แค่ถามคำถามทั่วไป: เพิ่ม 2 บรรทัดนี้

ต่อท้ายคำถามด้วย 2 บรรทัดนี้

prompt
ถ้าไม่แน่ใจข้อไหน ให้บอกว่าไม่แน่ใจแทนการเดา ตอบว่าไม่รู้ดีกว่าตอบผิด
ตัวเลข ชื่อ และวันที่ทุกตัว ให้บอกว่ามาจากไหน และบอกว่าข้อไหนฉันควรไปตรวจเองก่อนใช้

2 บรรทัดนี้ช่วยลดการเดา แต่ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างที่ตอบมาถูกต้อง ถ้า AI บอกแหล่งที่มา ให้เปิดแหล่งนั้นอ่านเอง อย่าเชื่อแค่ชื่อแหล่งที่ AI ให้มา

ลองทดสอบด้วยตัวเอง 2 แบบ

ใช้เวลา 10 นาที ลอง 2 แบบนี้กับ AI ที่คุณใช้อยู่

แบบที่ 1: ถามเรื่องที่ไม่ดัง แต่คุณรู้คำตอบ

ถามเรื่องที่ไม่น่ามีใครเขียนถึงบ่อย เช่น ปีที่ร้านเล็กๆ ใกล้บ้านเปิด หรือชื่อครูประจำชั้นตอนประถมของคุณ ห้ามใช้ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่อยากให้ใครรู้ ถามในแชทใหม่ 3 ครั้ง แล้วดูว่าได้คำตอบเดียวกันหรือไม่ หรือ AI ยอมบอกว่าไม่รู้

แบบที่ 2: สรุปเอกสาร แล้วถามสิ่งที่เอกสารไม่มี

เลือกเอกสารจริง 1 ฉบับ เช่น ประกาศหรือรายงานประชุม ให้ AI สรุปโดยพิมพ์แค่ "สรุปให้หน่อย" แล้วถามเรื่องที่เอกสาร ไม่ได้เขียนไว้ เช่น "ใครเป็นคนอนุมัติงบ" จากนั้นทำซ้ำในแชทใหม่ด้วยคำสั่งสำเร็จรูปข้างบน แล้วเทียบผลกัน

ผลจะต่างไปตามเครื่องมือและรุ่น บางตัวตอบว่าไม่รู้ได้เองอยู่แล้ว แต่ลองครั้งเดียวจะเห็นชัดว่าคำสั่งเปลี่ยนอะไรบ้าง

สรุป: ลดการตอบมั่วได้มาก แต่เรื่องสำคัญต้องตรวจเอง

ไม่มีวิธีไหนกันการตอบมั่วได้ 100% คู่มือของ Anthropic ก็ปิดท้ายแบบเดียวกันว่า วิธีเหล่านี้ลดได้มาก แต่ไม่ได้ทำให้หายไป และเรื่องสำคัญต้องตรวจเองเสมอ

สิ่งที่เราเปลี่ยนได้คือวิธีใช้ AI ให้รู้ไว้ว่า AI เดาเพราะถูกฝึกมาแบบนั้น ระวังเป็นพิเศษกับตัวเลข ชื่อ และเรื่องที่ไม่ดัง แล้วสั่งงานให้ AI มีหลักยึด ได้แก่ อนุญาตให้ตอบว่าไม่รู้ ให้ยกประโยคจริงมาก่อน และให้อ้างอิงทุกข้อ

ถ้าเพิ่งเริ่มใช้ AI อ่านพื้นฐานที่ควรรู้คู่กันได้ที่ พื้นฐาน 3 ข้อที่ควรรู้ก่อนใช้ AI

อาทิตย์ละสกิล เดี๋ยวก็เก่ง